สัญญาณอันตราย ปวดหลัง ไม่ใช่เรื่องตลก

ปวดหลัง

อาการ ปวดหลัง เป็นอาการที่พบได้บ่อยในคนทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าจะวัยหนุ่มสาวไปจนถึงวัยสูงอายุ ซึ่งอาการเหล่านี้ เป็นสาเหตุในการบั่นทอนจิตใจชั้นดี เพราะนอกจากจะทรมานจากความเจ็บปวดแล้ว ก็ยังไม่สามารถใช้ร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

บริเวณหลังของเรา ประกอบด้วยโครงสร้างที่ซับซ้อนของกล้ามเนื้อและกระดูกซึ่งทำงานร่วมกัน เพื่อพยุงร่างกายทำให้เราเคลื่อนไหวไปมาได้ หากเมื่อไหร่มีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะทำให้เกิดอาการปวดหลัง

สาเหตุของอาการ ปวดหลัง หลัก ๆ มีดังนี้

ปวดหลัง

1.กล้ามเนื้อหรือเอ็นตึง

2.กล้ามเนื้อกระตุก

3.กระดูกหักหรือหกล้ม

การเคลื่อนไหวของร่างกายที่นำไปสู่อาการปวดหลัง เช่น 

-ยกของหนักเกินไป

-ยกของผิดท่า

-มีการเคลื่อนไหวร่างกายกะทันหัน เป็นต้น

-บิดตัวไม่ถูกวิธี

-ไอหรือจามแรง ๆ

-ยืดกล้ามเนื้อมากเกินไปจนทำให้เกิดกล้ามเนื้ออักเสบ

-ยืนหรือนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน

-เอียงตัวไปด้านหน้า ขณะขับรถหรือใช้คอมพิวเตอร์

-ขับรถยนต์หรือมอเตอร์ไซ เป็นเวลานาน

-นอนบนที่นอนที่ไม่รองรับร่างกายและให้กระดูกสันหลังตรง

            เหล่านี้ เป็นพฤติกรรมที่อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ ดังนั้นควรสังเกตพฤติกรรมของตนเอง ว่ามีพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่ แต่นอกจากที่กล่าวมาข้างตนแล้ว สาเหตุของการปวดหลังอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวร่างกายเท่านั้น แต่อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น

ปวดหลัง

1.อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขา

เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับรากประสาทไขสันหลัง  โดยจะปวดหลังส่วนล่างและก้นส่วนบนรวมถึงอาการชาที่ก้น อวัยวะเพศ และต้นขา บางครั้งอาจไปรบกวนทำงานของลำไส้และกระเพาะปัสสาวะ

2.มะเร็งกระดูกสันหลัง การเกิดเนื้องอกบนกระดูกสันหลังอาจกดทับเส้นประสาทส่งผลให้มีอาการปวดหลัง

3.การติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง

4.โรคเกี่ยวกับกระดูกเชิงกรานอักเสบ การติดเชื้อกระเพาะปัสสาวะ หรือไตติดเชื้อ อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังได้

5.ความผิดปกติของการนอนหลับ  ผู้ที่มีความผิดปกติของการนอนหลับ มักมีอาการปวดหลังมากกว่าคนอื่น ๆ

6.โรคงูสวัด  การติดเชื้องูสวัด อาจส่งผลต่อเส้นประสาทอาจทำให้เกิดอาการปวดหลัง

การตรวจอาการปวดหลัง

1. การตรวจหาสาเหตุจากรังสี เพื่อดูการเรียงตัวของกระดูกและตรวจหาสัญญาณของโรคข้ออักเสบหรือความผิดปกติของกระดูก

2. สแกน MRI หรือ CT

3.การสแกนกระดูกและกล้ามเนื้อด้วยสารกัมมันตภาพรังสี  เพื่อตรวจหาเนื้องอกในกร ะดูกหรือกระดูกที่เกิดจากโรคกระดูกพรุน โดยกัมมันตภาพรังสีจะถูกฉีดเข้าไปในหลอดเลือดดำเพื่อตรวจสอบความผิดปกติ

4 การตรวจไฟฟ้าวินิฉัย หรือ EMG ด้วยการวัดแรงกระตุ้นทางไฟฟ้าที่เกิดจากเส้นประสาทเพื่อตอบสนองต่อกล้ามเนื้อ

5.วินิจฉัยทางการสัมผัสหรือการคลำและการตรวจด้วยสายตา ซึ่งอาจต้องการดูผลการสแกนภาพและการตรวจเลือดและปัสสาวะ

ปวดหลัง

การรักษาอาการปวดหลัง

1.ใช้ยาบรรเทาอาการปวดหลัง สามารถซื้อได้ตามร้านขายยา เช่น ไอบูโพรเฟน หรือรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา เช่น  การประคบร้อนหรือประคบน้ำแข็งบริเวณที่เจ็บปวด

2.การพักผ่อนจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจทำให้ปวดหลัง

3. การพบแพทย์ ซึ่งแพทย์จะมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไปออกไป เช่น

            3.1 การให้ยาโคเดอีนหรือไฮโดรโคโดนซึ่งเป็นยาเสพติดในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อบรรเทาอาการปวด

            3.2 กายภาพบำบัด เช่น การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า เทคนิคการคลายกล้ามเนื้อบางส่วน

            3.3 การฉีดคอร์ติโซนเข้าไปในช่องไขสันหลัง

            3.4 โบท็อกซ์ ลดอาการปวด

            3.5 ใช้การดึงหลัง เพื่อยืดกล้ามเนื้อ

            3.6 การบำบัดด้วยการเปลี่ยนแนวคิดในการใช้ชีวิต การบำบัดวิธีนี้พบว่า ผู้ที่ได้รับการบำบัดมีแนวคิดในการอยากออกกำลังมากขึ้น

            อาการปวดหลัง ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนอย่างหนึ่งที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย ดังนั้นหากพบว่าตัวเองมีอาการดังกล่าว ควรรีบหาทางรักษาให้เร็วที่สุด หากไม่สามารถหายได้ด้วยการรักษาด้วยจนเอง ก็ควรรีบไปพบแพทย์อย่างเร็วที่สุด เพราะกระดูกและกล้ามเนื้อเป็นโครงสร้างที่สำคัญของร่างกาย หากเกิดความผิดปกติ อาจทำให้ร่างกายของคุณสูญเสียประสิทธิภาพถาวร

ติดตามเว็บไซต์รวบรวมเคล็ดลับดูแลสุขภาพที่ดีได้ที่นี่